กิจกรรมและสถานที่ๆไม่ไปถือว่าผิดเมื่อไปภูเรือ จ.เลย by ชิ้งแคนคุ๊ก

LINE it!
     เลย เป็นอีก 1 จังหวัดที่ชิ้งอยากไปมานานแล้วค่ะ ในที่สุดก็จะได้ไปซ้ากที ดีใจจุงเบย ^___^  ทริปนี้เป็นทริป 2 คืน 3 วันค่ะ ไปพักที่ โรงแรมภูเรือ แซงค์ฌัวรี รีสอร์ต แอนด์ สปา ซึ่งเป็นโรงแรมที่น่ารักมากๆ แล้วชิ้งจะค่อยๆเล่าให้ฟังน้า ขอบอกเลยว่าทริปนี้กิจกรรมแน่นๆเลยค่ะ ใครที่กำลังมีแพลนไปที่ภูเรืออยู่พอดี ยินดีให้ลอกกันได้นะค้า อิอิ smiley smiley


เครื่องบินลำเล็กมั่กๆเลย 




ประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึงเลยแล้วจ้า
 
1. ข้าวเปียกปากหมา
     มาถึงเลยปุ๊บ ต้องรีบหาอะไรใส่ท้องทันที เช้านี้ขอฝากท้องที่ร้านข้าวเปียกปากหมาค่ะ เอิ่ม... นี่เค้าไม่ได้ด่าน้า ชื่อร้านเค้ามาแบบนี้เอง ^__^’
     เส้นเปียกมีเสน่ห์ในตัวของมันอยู่แร้ว แถมร้านนี้ทำเส้นเอง เป็นเส้นสด ไม่เหมือนหลายๆร้านที่ใช้เป็นเส้นแห้ง เวลาจะกินต้องแช่น้ำตั้งนานกว่าจะนิ่ม เส้นเค้าหนึบๆนุ่มๆลื่นๆแต่ไม่เละ! ช่างให้รสสัมผัสในปากที่ดีเจงๆ เอาเป็นว่ามาร้านนี้ห้ามสั่งเกาเหลา ไม่งั้นจะตีให้ตายเลอ!




     ส่วนน้ำซุป หวานกลมกล่อม ปรุงรสชาติมาอ่อนๆ ให้มาปรุงเพิ่มเหมือนก๋วยเตี๋ยว เค้าบอกว่าน้ำซุปร้านเค้าเคี่ยวมาจากกระดูกขาของหมูเพียวๆ ไม่ใส่หัวไช้เท้าหรือผักใดๆ แล้วเคี่ยวหลายชั่วโมงจนหวานน้ำต้มกระดูก น้ำซุปเค้าก็เลยทั้งหวานและหอมอย่างเป็นธรรมชาติ เจอหอมแดงเจียวเข้าไปมันคือใช่! โดนไข่ลวกเข้าไปมันคือ ฟอ-อิ-นอ! 

     ที่ประทับใจอีกอย่างคือกะละมังพริกป่นนั่น ทางร้านทำเองอีกนั่นแล เค้าวางแบบนี้ทุกโต๊ะฮะ! รสชาติเผ็ดเด็ดดวงและหอมจีจี ส่วนเครื่องมีแค่หมูยอและหมูชิ้นลวก ขายชามละ 25.- พิเศษ 30.- บอกเลย! ถ้ามาเลยแล้วไม่มากินร้านนี้ถือว่าผิด! 


บรรยากาศร้านข้าวปากปากหมา


คนดังทั่วทุกสารทิศที่เคยไปอุดหนุน

2. ล่องแพอ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง
     พอท้องอิ่มสบายแร้น ก็ไปล่องแพกันต่อเลยค่ะ ที่อ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง หรืออีกชื่อคืออ่างเก็บน้ำหมานตอนบน จิงๆแล้วที่นี่สร้างขึ้นมาเพื่อการชลประทาน แต่ผลพลอยได้คือทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวซะเลยเพราะสวยไง ระหว่างทางจะเห็นป่าไผ่ และภูเขาที่โอบล้อมอ่างเก็บน้ำเอาไว้ 









ซึ่งเราจะมาแค่ล่องแพแบบนี้เฉยๆก็ได้ หรือจามากินข้าวบนแพก็ได้นาจา เลือกได้ทั้งนั่งกินแบบจอดและไม่จอด มีแพร้านอาหารเพียบ! เมนูฮ็อตฮิตคือ ส้มตำ ลาบ ยำ ปลานิลเผา และไก่ทอดสมุนไพร






ระหว่างทางจะเห็นป่าไผ่ และภูเขาที่โอบล้อมอ่างเก็บน้ำเอาไว้


รู้สึกสโลไลฟ์ขึ้นมาในบัดดล


นั่งหย่อนขาแบบนี้เพลินๆ


น้ำงี้เย็นเจี๊ยบเลยค่ะ
     ค่าบริการน่าร้ากกกก ล่องแพคิด 300.- ราคานี้จะเล่นน้ำก็ได้น้า เค้ามีบริการให้เช่าเสื้อชูชีพและห่วงยางด้วยครัช แต่เก๊าอ่ะเอาขาแช่น้ำเย็นเจี๊ยบๆแบบนี้ก็พอดีสวยแร้น อุอิ
 
3. นมัสการองค์พระขาวที่ใหญ่ที่สุดในโลก วัดป่าห้วยลาด 
     วัดป่าห้วยลาดเดิมเป็นสำนักสงฆ์ห้วยลาด ก่อตั้งขึ้นโดยหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ซึ่งได้ธุดงค์มาภูคลั่ง ซึ่งอยู่ติดๆกับห้วยลาดนี่แหล่ะ ชาวบ้านมีความศรัทธาเลื่อมใส เลยไปอาราธนาหลวงปู่ชอบมาตั้งสำนักสงฆ์ขึ้น ต่อมาได้ดำเนินการจดทะเบียนตั้งเป็นวัด ปัจจุบันมีพระอาจารย์อุทัย ฌานุตตโมเป็นเจ้าอาวาส 





     ถายในศาลาเฉลิมพระเกียรติ ได้ประดิษฐานพระขาวที่ใหญ่ที่สุดในโลกไว้ค่ะ ขนาดหน้าตัก 20 เมตร สูง 19 เมตร ซึ่งประชาชนได้ร่วมแรง และพลังศรัทธาสร้างขึ้นเนื่องในมหามงคลสมัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในปี 2549 และทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา




พระขาวที่ใหญ่ที่สุดในโลก วัดป่าห้วยลาด















4. ภูเรือไก่ย่าง
เผลอแพ็พเดียว พยาธิทำงานอีกแล้วค่ะ แวะเติมพลังกันก่อนที่ร้านภูเรือไก่ย่างคำ


อาหารที่หม่ำไปมีดังนี้…










     อาหารที่ร้านภูเรือไก่ย่างรสชาติกลางๆ ไม่เผ็ดจัดจ้านเหมือนเวอร์ชั่นอีสานแท้ๆที่มักจะกระหน่ำใส่พริกตู้มๆๆเต็มจานจนหาเส้นมะละกอแทบไม่เจอ รสชาติแบบนี้คนกทม.เข้าใจง่าย แต่ไม่หวานนะ ปลาคือสดทุกเมนู เค้าเลยปรุงมาอ่อนๆ ได้ความเป็นปลาชัดเจน ไม่มีอะไรมากลบ
    ชอบสุดต้องส้มตำปูปลาร้านั่นแล เส้นมะละกอสดๆกรอบๆ ปลาร้ามานัวๆ แต่ไม่ถึงกับลึ่ม ปูดำเค้าดูสะอาดดี ยั่วยวนมิใช่น้อยค่ะ

5. พระธาตุศรีสองรัก
    พระธาตุศรีสองรักถูกสร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ.2103 ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นสักขีพยานแสดงความสัมพันธุ์อันดีงามกับพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทร์) แห่งอาณาจักรล้านช้างในสมัยนั้น 

 
     เรื่องมีอยู่ว่า สมัยนั้นพม่าเรืองอำนาจมั่กๆ พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้กับพระบุเรงนองยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา และกรุงศรีสัตนาคนหุตหลายต่อหลายครั้ง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ และพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช จึงต้องผนึกกำลังกัน ร่วมกันต่อสู้ และเพื่อเป็นที่ระลึกในการทำไมตรีกันในครั้งนั้น ก็เลยสร้างพระเจดีย์ขึ้น และให้ชื่อว่า “พระธาตุสองรัก” โดยสร้างไว้ ณ เนินดินริมลำน้ำหมัน ซึ่งเป็นจุดสมมุติว่าเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างแม่น้ำโขง และแม่น้ำน่าน และถือเป็นด่านเขตแดนระหว่าง 2 อาณาจักรในสมัยนั้นค่ะ 
 
     แต่เนื่องจากไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นพระบรมธาตุโดยตรง พระธาตุสองรักจึงไม่มีอัฐิของใครบรรจุอยู่เลยจ้า แต่ในความเชื่อของชาวบ้าน เค้าเชื่อกันว่าในองค์พระธาตุบรรจุพระพุทธรูป พระคัมภีร์ และยังมีตำนานเล่าขานถึง “นายมั่นนายคง” ที่ยอมสละชีวิตตนเองเป็นข้าเฝ้าพระธาตุชั่วนิรันดร์ล่วย ขนลุกเลอ! 
 





กฎข้อห้ามเวลาขึ้นไปพระธาตุศรีสองรัก
       1 ห้ามใส่เสื้อผ้า กระเป๋าที่เป็นสีแดงหรือสีใกล้เคียง เพราะสีแดงเป็นสีแห่งการเข่นฆ่า ตรงข้ามกับความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันค่ะ
     2 ห้ามสวมหมวกหรือกางร่ม
     3 ห้ามนำขนม หรืออาหารขึ้นไป
     4 ห้ามใส่รองเท้าขึ้นไปบนพระธาตุ
     5 ห้ามผู้หญิงเข้าไปในบริเวณฐานขององค์พระธาตุ
 

ผู้หญิงห้ามขึ้นครัช




พระพุทธรูปปางนาคปรก ศิลปะธิเบต
หัวนาคปรกสร้างด้วยศิลา องค์พระพุทธรูปสร้างด้วยทองสัมริด หน้าตักกว้าง 21 นิ้ว สูง 30 นิ้ว 


เจดีย์สร้างแบบก่ออิฐถือปูนค่ะ สูงประมาณ 19.19 ม. มีฐานกว้างด้านละ 10.89 ม.





ทุกวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 จะมีการจัดงานสมโภชพระธาตุ โดยจะนำต้นผึ้งมาถวายพระธาตุค่ะ ถือเป็นประเพณีที่เกิดขึ้นทุกปีเลยจ้า


6. วัดเนรมิตวิปัสสนา
     วัดเนรมิตวิปัสสนา อ.ด่านซ้าย จ. เลย ตั้งขึ้นเมื่อปี 2521 โดยพระครูภาวนาวิสุทธิญาน หรือหลวงพ่อมหาพันธ์ ลีลวิสุมโธ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก เมื่อก่อนวัดนี้มีชื่อว่า “วัดหัวนกยูง” ค่ะ แต่เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2540 หลวงพ่อได้มรณภาพลง แต่ร่างไม่เน่าเปื่อย ตอนนี้ร่างของท่านยังถูกเก็บไว้ในมณฑปด้านหลังอุโบสถ พระครูภาวนาวิสุทธาภรณ์ เจ้าอาวาสคนปัจจุบัน เป็นประธานดำเนินการก่อสร้างต่อ ใช้งบประมาณก่อสร้างไปถึง 197 ล้านบาท ใช้เวลาสร้างทั้งหมด 14 ปี แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2549 หลังจากนั้นวัดหัวนกยูง ก็เปลี่ยนชื่อมาเป็นวัดเนรมิตวิปัสสนาค่ะ



พระอุโบสถเป็นลักษณะทรงไทย ก่อด้วยอิฐศิลาแลงจาก จ.ลำพูน และ จ.ปราจีนบุรี ส่วนพื้นปูด้วยหินแกรนิตสีขมพูจาก จ.เลย








ภายในสวยม้ากค่ะ ประดิษฐานพระพุทธชินราชจำลอง ขนาดหน้าตัก 107 นิ้ว ปางมารวิชัย 







     ฝาผนังมีจิตกรรมฝาผนังเกี่ยวกับเรื่องราวพุทธประวัติ พระเวสสันดรชาดก และทศชาติ ส่วนหน้าต่างตกแต่งด้วยความวิจิตรของภาพปิดทองลายรดน้ำที่สวยงาม
 







ภายนอกร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ค่ะ








เอาหล่ะ สมควรแก่เวลาแร้น ไปเช็คอินเข้าโรงแรมภูเรือ แซงค์ฌัวรี รีสอร์ท แอนด์ สปา กันค่ะ

7. เช็คอินเข้าโรงแรมภูเรือ แซงค์ฌัวรี รีสอร์ท แอนด์ สปา


โรงแรมภูเรือ แซงค์ฌัวรี รีสอร์ท แอนด์ สปา



lobby


ที่นั่งหน้าล็อปบี้






















ได้ห้องที่ติดกับสระว่ายน้ำเลยค่ะ ออกไปดูกานนนนนนน....








มื้อเย็นแล้วค่ะ กินที่โรงแรมเลย วันที่ไปน่ารักมั่กๆ มีการแสดงด้วยนะค้า























ค่ำคืนวันนั้นก็อิ่มอร่อยและเพลิดเพลินกันไปค่ะ กู้ดไนท์...
 
เช้าแล้วค่ะ ถึงเวลา breakfast…






เอาหล่ะ มีแรงแล้วก็ไปเดินเที่ยวเล่นในโรงแรมกันค่ะ 

พี่ยามน่ารักมาก เอาอาหารปลามาให้ เอิบ... ดูจากสีหน้าแล้วเป็นคนรักสัตว์ม้ากกกกกกกกก


ทางโรงแรมมีจักรยานสามล้อให้ขี่เล่นด้วยค่ะ น่าร้ากกกกกก


ดอกกุหลาบที่นี่ใหญ่มั่กๆเลยค่ะ หอมไปทั้งสวน ^__^













     และในที่สุดก็ถึงโปรแกรมไฮไลท์ของโรงแรมภูเรือ แซงค์ฌัวรี ที่ชิ้งรอคอยค่ะ นั่นก็คือการเดินเข้าไปช้อปปิ้งเก็บผักสดๆมาทำอาหารกลางวัน เดินชมสวนกล้วย สวนแมคคา และกาแฟด้วยค่ะ
 
8. เดินชมสวนกล้วย สวนแมคคา กาแฟ และเก็บผักสดๆมาทำอาหารกลางวัน

ตามมาค่ะ...








ชะอมค่ะ


ต้นกาแฟจ้า








ตะขบก็มีน้า หวานหอมอร่อยจุง

ตามมาด้วยโรงเพาะเห็ดบ้างค่ะ

เห็ดอะไรเอ่ย ให้ทาย... เห็ดนางฟ้าค่า ^ ^’














     ได้ผักสดๆและเห็ดมาอื้อเลยค่ะ Next Station… ดำนาปลูกข้าว 3 สายพันธุ์ค่า ใช่แร้น ฟังไม่ผิดกันหรอก ด้วยความที่ทางโรงแรมภูเรือ แซงค์ฌัวรี รีสอร์ต แอนด์ สปาแห่งนี้ได้น้อมนำแนว "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ของในหลวงมาปรับใช้ค่ะ
 
9. ดำนา ปลูกข้าว เรียนรู้กิจกรรมเกษตรกรเศรษฐกิจพอเพียง



ถึงกระท่อมแสนสุขแล้วค่ะ


นาที่เตรียมไว้ให้ปลูกข้าวในวันนั้นค่ะ


ชาวนาตัวจิงเสียงจิงมาสอนวิธีดำนาให้เลยน้า

     งานนี้ทำให้เห็นถึงหัวใจชาวนาค่ะ พวกเค้าต้องดำนาท่ามกลางแดดเปรี้ยงๆ แถมต้องก้มตลอด ปวดหลังมากๆเลยน้า แล้วไหนจะต้องมาลุ้นกับสภาพดินฟ้าอากาศที่ควบคุมไม่ได้อีก เอาเป็นว่าต่อไปจะตักข้าวมาเท่าที่กินค่ะ จะไม่ให้เหลือซักเม็ดเลย ชิ้งสัญญา...
 และหลังจากที่ออกแรงไปแยะ ก็ถึงเวลาหม่ำมื้อเที่ยงกันแร้น ยังอยู่กันที่โรงแรมครัช ก่อนจะออกไปล่องแก่งกันแล้ว
















เชฟใหญ่มาตำส้มตำให้กินด้วยตัวเองเลยค่ะ ซึ่งอร่อยมากกกกกกกก อาหารที่นี่อร่อยเด็ดทุ้กมื้อ!


ตำปูปลาร้านัวๆลึ่มๆ อร่อยโฮก!!!







กิจกรรมต่อไปทำชิ้งตื่นเต้นมากค่ะ เพราะจะเป็นครั้งแรกที่จะได้ล่องแก่งกับเค้า มาลุ้นไปด้วยกันนะค้าว่าจะตกเรือม้าย อุอิ
 
10. ล่องแก่งลำน้ำสาน


 
     แก่งที่นี่ถือว่าหฤโหดใช้ได้เลยนะคะ แบ่งระดับความคลั่งได้ 5 level ตั้งแต่ระดับ 1 ซึ่งเป็นระดับชิวๆ ยันระดับ 5 ที่มีไว้สำหรับนักล่องแก่งสายโหดเท่านั้น!!! ชิ้งประกาศกร้าวทันที! ห้ามพานู๋เลย level 2 น้า แฮร่!



น้ำงี้เชี่ยวใช้ได้เลยค่ะ ทั้งๆที่อยู่ระดับแรกนา


 
ก่อนลงเรือ เจ้าหน้าที่จะสอนวิธีปฏบัติระหว่างอยู่บนเรือให้ก่อน เพื่อความปลอดภัยค่ะ
     เค้าสอนประมาณว่า...

     ·         คนที่อยู่ในเรือจะต้องจับชูชีพคนพายด้านข้างเอาไว้เพื่อไม่ให้เค้าตกเรือ
     ·         คนท้ายเรือจะเป็นคนออกคำสั่งให้ฝั่งไหนเป็นฝั่งพาย หรือให้พายพร้อมกัน
     ·         ในกรณีอยู่ในโซนที่น้ำเชี่ยวมาก ต้องเก็บพายแล้วก้มต่ำเข้าหาเรือเพื่อ safety (ข้อนี้ชิ้งถนัดมาก เอะอ่ะเป็นก้มตัวต่ำอยู่ในเรือเนี่ยแหล่ะ หุหุ)
     ·         ในกรณีที่แพติด ไปต่อไม่ได้ ต้องฟังคำสั่งให้ถ่ายน้ำหนักไปด้านหน้าหรือท้ายเรือ ซึ่งเราก็จะไปกองกันอยู่ที่นั่น แล้วกระโดดๆเอา สนุกม้ากอ่ะ อิอิ
     ·         แต่ถ้ามีคนตกเรือ คนๆนั้นจะต้องนอนงายไปกับสายน้ำแล้วยกหัวขึ้นเพื่อกันหินกระแทกหัวค่ะ จากนั้นเรือจะพายไปรับเอง ไม่ต้องฝืนว่ายทวนน้ำมาหาเรือ
 
เอาหล่ะ คร่าวๆประมาณนี้ ป่ะ ลุย!





โดนเรือลำอื่นกลั่นแกล้งเป็นระยะๆ 555




จากระดับ 1 ไประดับ 2 ต้องนำเรือขึ้นกระบะไปค่ะ


น้ำลดจนสามารถเดินเข้าไปในส่วนนี้ได้ น้ำเย็นและเชี่ยวจิงๆค่ะ







     สำหรับชิ้งการล่องแก่งเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากค่ะ มีตกเรือไป 2 คนในระยะที่ 2 ขาแข้งเขียวกันไป คือถ้าตกเรือจิงๆห้ามตกใจน้า ต้องตั้งสติค่ะ เพราะยังไงก็มีชูชีพอยู่แล้วไม่จมหรอก เดี๋ยวเรือก็มารับเอง แค่ต้องเก็บขาและหัวไว้ให้ดี ระวังจะไปชนหินเข้าค่ะ
     และแล้วในที่สุดก็เดินทางมาถึงเช้าวันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ กทม. ก็แหมอุตส่าห์ไปถึงนี่ จะไม่ให้ขึ้นยอดภูเรือได้ไง จิงมั้ยค้า...
 
11. พิชิตยอดภูเรือ สุดหนาวในสยาม 
     เป็นที่กล่าวขานกันว่าพระอาทิตย์ขึ้นที่ยอดภูเรือสวยงามยิ่งนัก และถ้าเราไปในช่วงฤดูหนาว เราจะได้สัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็น ท่ามกลางหมอกบางๆสุดโรแมนติก จนได้ชื่อว่า “สุดหนาว ในสยาม” ส่วนสาเหตุที่ได้ชื่อว่าภูเรือก็เพราะว่า มีภูอยู่ยอดนึงที่คล้ายเรือสำเภาใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดภูสูง ซึ่งระดับความสูงสุดของภูเรือเค้าสูงถึง 1,365 ม. จากระดับน้ำทะเลเลยเชียวน้า 
     สำหรับคนที่อยากขึ้นภูเรือ ต้องออกเดินทางตั้งแต่ตี 5 นะจ๊ะ ทางขึ้นจะอยู่ใกล้ๆกับตลาดภูเรือ แถวๆหน้าอำเภอค่ะ จากจุดนี้ไปถึงยอดภูเรือประมาณ 10.2 กม. ใช้เวลานั่งรถก็ประมาณ 40 นาทีค่ะ
 











นี่ขนาดไปเดือน ส.ค. น้า 15 องศาเลยทีเดียว แถมไม่ได้ติดเสื้อหนาวไปซะด้วย หนาวจนอยากจิร้องห้าย 


























 
     หลังจากพิชิตยอดภูเรือแล้วก็รีบกลับไปเก็บกระเป๋าและเช็คเอาท์ที่โรงแรมแล้วค่ะ ก่อนจะไปขึ้นเครื่องกลับ กทม. กัน ทริปนี้เป็นอะไรที่ประทับใจมั่กๆ ได้ทำอะไรใหม่ๆที่ยังไม่เคยทำเยอะเลย ทั้งล่องแก่ง ดำนา เก็บผัก ดูโรงเพาะเห็ด ฯลฯ พอดีมีโอกาสได้รู้จักกับเจ้าของโรงแรมภูเรือ แซงค์ฌัวรี รีสอร์ต แอนด์ สปาด้วยค่ะ ชิ้งประทับใจในแนวคิดหลายๆอย่างของท่าน ทั้งแนวคิดเกษตรกรรมเพื่อเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้แอบอยากปลูกผัก เลี้ยงไก่ไข่ขึ้นมาเลย ที่สำคัญต้องรักสุขภาพร่างกายตัวเอง เพราะถึงแม้จะมีเงินมากแค่ไหนก็ตาม แต่เราก็มีชีวิตเดียวเท่ากันหมด ต่อไปนี้คงต้องแบ่งเวลาทำงานและพักผ่อนให้ได้อย่างจิงจังแล้วค่ะ วันนี้ไปแระ บะบาย... smiley
 
LINE it!
ติดตามบทความดีๆ รีวิวอาหาร สูตรทำอาหารได้ที่นี่

สัญชาติอาหาร

:

ORIENTAL DELIGHT

ร้านอาหาร

: กิจกรรมและสถานที่ๆไม่ไปถือว่าผิดเมื่อไปภูเรือ จ.เลย by ชิ้งแคนคุ๊ก

ที่อยู่

:

เปิดบริการ

:

โทรศัพท์

:

เว็บร้าน

:

พิกัดแผนที่ (GPS)

:

การเดินทาง

Last Edited : 15/09/2016